“พลังงานลม” หนึ่งในทางเลือกพลังงานสะอาดตอบโจทย์เป้าหมายปรับลดคาร์บอนของประเทศ
พลังงานลมนั้นมีข้อดี คือ เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่ไม่มีวันหมด ไม่ต้องมีต้นทุนเชื้อเพลิง ให้ประเทศต้องเสียเงินตราต่างประเทศไปนำเข้ามา เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เป็นเชื้อเพลิง ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ผู้ลงทุนสามารถสร้างฟาร์มกังหันลมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ประหยัดเวลาในการก่อสร้าง และใช้งบประมาณในการบำรุงรักษาน้อย นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีการลงทุนติดตั้งกังหันลม ซึ่งผู้ลงทุนจะมีการลงทุนสร้างถนนเข้าไปในพื้นโครงการยังช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาพลังงานลมในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่มีศักยภาพของพลังงานลมที่เหมาะสมในการนำมาผลิตไฟฟ้า มักจะอยู่ในพื้นที่สูงบนภูเขา หรือตามแนวร่องลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่ตามแนวชายฝั่งอ่าวไทย ทั้งนี้ การติดตั้งกังหันลมยังจำเป็นจะต้องอยู่ในจุดที่มีกำลังลมสม่ำเสมอ บางครั้งอาจจะอยู่ห่างไกลจากระบบสายส่ง และต้องมีการตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ นอกจากนี้ ในช่วงที่กังหันลมทำงาน จะมีมลภาวะทางเสียง ซึ่งจะรบกวนผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งหากต้องการให้การส่งป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่งไปถึงผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ควรต้องมีการลงทุนระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานด้วย ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น
การนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์นั้นอาศัยเทคโนโลยีกังหันลม ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องจักรกลที่แปลงพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมแล้วนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยความเร็วลมที่เหมาะสมในการผลิตกระแสไฟฟ้าจะต้องมีความเร็วหรือกำลังลมที่สม่ำเสมอเฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่าระดับ 6.4 – 7.0 เมตรต่อวินาทีที่ความสูง 50 เมตร ถึงจะทำให้กังหันลมทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโครงการฟาร์มกังหันลมที่มีการลงทุนไปแล้วส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อำเภอเทพสถิตย์ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ และอำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในแนวร่องลมมรสุม ทั้งนี้ เพื่อให้มีฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ ภาครัฐโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. กระทรวงพลังงาน ได้มีการศึกษาแผนที่ศักยภาพพลังงานลมในประเทศไทยเอาไว้ที่ระดับความสูง 90 เมตร ย้อนหลัง 15 ปี (ค.ศ. 2006-2020) เอาไว้
นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) อธิบายถึงเทคโนโลยีกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าว่า มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเหมาะสมกับศักยภาพลมในประเทศไทยซึ่งมีความเร็วลมค่อนข้างต่ำ จากกังหันลม 1 ต้นที่ผลิตไฟฟ้าได้ 2.3 เมกะวัตต์ก็เพิ่มขึ้นเป็น 3 เมกะวัตต์และ 4.5 เมกะวัตต์ ซึ่งตัวกังหันลมจะสามารถเริ่มทำงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตั้งแต่ความเร็วลม 3 เมตรต่อวินาทีขึ้นไป
สำหรับข้อจำกัดของพลังงานลม คือ พื้นที่ติดตั้งกังหันลมจำเป็นจะต้องอยู่ในจุดที่มีกำลังลมสม่ำเสมอ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะห่างไกลจากระบบสายส่ง ต้องมีการตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ที่จะต้องติดตั้ง และหากมีประชาชนอาศัยอยู่ใกล้เคียงการเกิดมลภาวะทางเสียงและการรบกวนคลื่นวิทยุในช่วงที่กังหันลมกำลังทำงาน นอกจากนี้ เพื่อให้การผลิตกระแสไฟฟ้าส่งป้อนเข้าสู่ระบบสายส่งไปถึงผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ควรต้องใช้ควบคู่ไปกับระบบโซลาร์เซลล์และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน แต่ระบบแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บพลังงานลมยังมีต้นทุนที่สูง
นายวัชรพงศ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่รัฐมีนโยบายรับซื้อและจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบแล้ว มีกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ คิดเป็นกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงประมาณ 3,400 ล้านหน่วยต่อปี โดยประเมินศักยภาพพลังงานลมทั่วทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 17,000 เมกะวัตต์ ซึ่งในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ แผนพีดีพี ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการจัดทำแผนมีการระบุพลังงานลมเอาไว้เบื้องต้นประมาณ เกือบ 10,000 เมกะวัตต์
ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า พลังงานลมที่นำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่รัฐมีนโยบายส่งเสริมนั้น ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงโครงการ โดยทุกหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานลมทางผู้ลงทุนจะต้องนำส่งเงินเข้า กองทุนพัฒนาไฟฟ้า หน่วยละ 1 สตางค์ ในขณะที่การกำกับดูแลเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ภายใต้การดำเนินนงานของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ที่ผู้ลงทุนจะต้องปฏิบัติตามประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice) ที่สำนักงาน กกพ. วางหลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเอาไว้แล้วอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นเหมือนคนกลางระหว่างชาวบ้าน ชุมชนกับผู้ลงทุน ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความมั่นใจให้มีมากขึ้น
ดังนั้น แนวโน้มของ พลังงานลม ในอนาคตของประเทศไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นด้วยเทคโนโลยีกังหันลม และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ที่มีต้นทุนลดต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งหากต้นทุนลดลงมาถึงระดับที่แข่งขันได้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล เชื่อว่า ภาครัฐจะเพิ่มสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมให้มากขึ้นตามศักยภาพลมที่มีเหลืออยู่ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปรับลดคาร์บอนได้ตามที่ประกาศเอาไว้ เร็วยิ่งขึ้น
ทำความรู้จักกับ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมตามประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice) หรือ CoP ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) CoP ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของ กกพ. ในการกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการพลังงานให้ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนในประเทศไทยโดยในสาระสำคัญของ CoP จะครอบคลุมการดำเนินการ ตลอดวัฏจักรของโครงการพลังงาน ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อสร้าง เช่น การศึกษาปริมาณและลักษณะคุณสมบัติของเชื้อเพลิง, เกณฑ์การปฏิบัติด้านพื้นที่ก่อสร้าง, การออกแบบแผนผังโครงการ (Plant Layout) ระยะก่อสร้าง เช่น มาตรการควบคุมมลพิษระหว่างการก่อสร้าง ระยะดำเนินการ เช่น จะมีมาตรการควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณภาพอากาศ น้ำ และเสียง รวมถึงการจัดการของเสีย รวมถึงระยะรื้อถอน จะมีมาตรการสำหรับการรื้อถอนอาคาร เครื่องจักร หรืออุปกรณ์